วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

อาหารบํารุงสมอง

อาหารบํารุงสมอง

อาหารบํารุงสมอง
‘เฮ้อ! ช่วงนี้เป็นอะไรไปนะ หัวตื้อๆ คิดอะไรไม่ค่อยออกเลย แถมยังลืมนั่นลืมนี่เป็นประจำเสียด้วยสิ’ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมี ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้น ถึงเวลาแล้วค่ะ ที่จะต้องหันมาดูแลสมองให้มากกว่านี้เพราะผู้หญิงทำงานอย่างเราจำเป็นต้องใช้สมองคิดนั่นคิดนี่อยู่ตลอดเวลา หากยังทำเมินปล่อยปละละเลยไม่สนใจ

ระวัง! คราวหน้าคุณอาจจะลืมหน้าแฟนไปเลยก็ได้นะคะ วันนี้ขอแนะนำอาหารที่มีประโยชน์ในการบำรุงสมองมาให้

1.ธัญพืช
      สาวขี้ลืมอย่างนี้ ต้องหันมากินอาหารที่มีธัญพืชสูงแล้วค่ะ เช่น ซีเรียลธัญพืช รำข้าว หรือข้าว-ซ้อมมือเพราะจากผลการศึกษาพบ  ว่า ผู้หญิงที่ได้รับกรดโฟลิกมากๆ วิตามินบี 12 และวิตามินบี 6 จะมีความจำดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับสารอาหารเหล่านี้เลย

2.บลูเบอร์รี่

     จากการวิจัยของ Tufts University สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำว่าสารสกัดจากบลูเบอร์รี่สามารถช่วยป้องกันอาการความจำสั้นได้ค่ะ

3.ไขมันจากปลา

     กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างกรดโอเมก้า 3 ที่พบในปลาที่มีไขมัน หรือไขมันจากวอลนัทและเมล็ดจากต้นแฟล็กซ์ จะมี DHA (Decosapentaenoic Acid) สูง ซึ่งเป็นกรดที่สำคัญต่อเซลล์สมองของเรา เพราะถ้าหากระดับของ DHA ในร่างกายต่ำ จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์และความจำเสื่อมได้ นอกจากนี้ปลาก็ยังมีไอโอดีน ช่วยให้ความจำดีขึ้นด้วยค่ะ

4.มะเขือเทศ

     มีหลักฐานยืนยันว่า ไลโคพีนซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่พบในมะเขือเทศ สามารถช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระ ที่พบในอาการของโรควิกลจริตและโรคอัลไซเมอร์
 
5.ซีเรียล

     คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์จะมี Homocysteine อยู่ในปริมาณที่สูง กรดโฟลิกและวิตามินบี 12 จะสามารถช่วยขัดขวางการสะสมของ Homocysteine ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ และซีเรียลเองก็เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินบี 12 แถมยังมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอีกด้วย ช่วยให้พลังงานนานและทำให้ความจำ Alert ตลอดทั้งวัน

6.Black Currant

     เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าวิตามินซีจะช่วยเสริมสร้างความจำของเราให้ว่องไวขึ้น และแหล่งที่มีวิตามินซีอยู่เยอะก็คือ ต้น Black Currant นี่แหละค่ะ
7.เมล็ดฟักทอง

     สังกะสีมีความสำคัญในการช่วยเพิ่มความจำและทักษะในการคิด ดังนั้น หากคุณกินเมล็ดฟักทองวันละ   1 กำมือ จะทำให้ได้รับสังกะสีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

8.บร็อกโคลี
      เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินเค    ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการเรียนรู้และช่วยเพิ่มความสามารถในการจำ
 
9.ถั่ว
     จากผลการวิจัยที่ลงใน American Journal of Epidemiology ได้แนะนำเอาไว้ว่า วิตามินอีช่วยในการป้องกันความจำเสื่อม และถั่วเองก็เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินอี นอกจากนี้วิตามินอียังพบได้ในผักใบเขียว เมล็ดพืช ไข่ ข้าวซ้อมมือ และธัญพืชค่ะ

 
แหล่งที่มาจาก womanplus 

อาหารอารมณ์ดี





ปกติคนที่ซึมเศร้าอาจต้องไปพบจิตแพทย์ แต่งานวิจัยชั้นนำหลายชิ้นชี้ว่า อาหาร เช่น ปลาทะเลน้ำลึก กล้วย องุ่น ช่วยแก้ความหม่นหมองได้

อาหาร 7 อันดับ ที่กินแล้วช่วยให้อารมณ์ดี

1. "ปลาทะเลน้ำลึก" ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมทะเลมักจะดูมีความสุขมากกว่าคนที่อาศัยลึกเข้ามาในแผ่นดิน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอากาศทะเลที่สดชื่นช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง แต่อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะชาวบ้านกลุ่มนี้ได้บริโภคปลาทะเลน้ำลึกจำนวนมาก



งานวิจัยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พบว่า กรดโอเมก้า 3 ในปลาทะเลน้ำลึก ทำหน้าที่เสมือนยาแก้อาการซึมเศร้า ช่วยให้ประสาทสงบและเพิ่มการหลั่งของสารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น สำหรับปลาทะเลน้ำลึก ได้แก่ แซลมอน เฮอร์ริ่ง แม็กเคอเรล ทูน่า ฯลฯ



2. "กล้วย" ผู้ที่มีอาการซึมเศร้าหลายคนรู้สึกดีขึ้นเมื่อกินกล้วย เพราะกล้วยมีส่วนประกอบทริปโตฟาน (Tryptophan) โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายจะเปลี่ยนให้เป็น เซโรโทนิน นอกจากนี้ กล้วยยังมีส่วนประกอบของวิตามินบี 6 ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ซึ่งมีผลไปถึงอารมณ์ ผู้หญิงที่มีอาการ PMS (Premenstrual Syndrome) หรือช่วงอารมณ์ไม่ดีก่อนมีประจำเดือนควรกินกล้วยจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น


3. "องุ่น" อุดมด้วยวิตามินซี ช่วยปรับปรุงระบบภูมิต้านทานโรคของร่างกาย ช่วยให้ความหนาแน่นของเซลล์เม็ดเลือดแดงคงที่ กินแล้วช่วยคลายเครียด

ยิ่งไปกว่านั้นวิตามินซียังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสร้างโดปามีน (dopamine) และอะดรีนาลิน (adrenalin) ซึ่งสารเคมีทั้งสองตัวช่วยในการกระตุ้นความกระฉับกระเฉงตื่นตัว



4. ขนมปัง ขนมปังและข้าวทุกชนิด คือแหล่งคาร์โบไฮเดรต ซึ่งมีส่วนในการกระตุ้นให้สมองหลั่ง สารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งช่วยให้เกิดความสงบ งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตต์ สหรัฐ อเมริกา แนะนำให้กินขนมปังเพื่อต่อต้านอาการซึมเศร้า



5. ผักโขม อุดมด้วย กรดโฟลิก (Folic acid) กรดดังกล่าวช่วยสร้างเซลล์ใหม่และช่วยให้เซลล์ใหม่แข็งแรงสมบูรณ์ สำคัญมากต่อหญิงตั้งครรภ์ ที่สำคัญการขาดโฟลิกนำไปสู่การลดการหลั่งของฮอร์โมนเซโรโทนินโดยตรงซึ่งก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า

6. เชอร์รี่ แพทย์ตะวันตกเรียกเชอร์รี่ว่าเป็น "แอสไพรินธรรมชาติ" เนื่องจากผลไม้ชนิดนี้มีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีในเชอร์รี่ ทำให้เชอร์รี่มีสีสันสวยสดใส แต่สรรพคุณสำคัญ คือ ทำให้คนกินมีความสุข งานวิจัยมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ชี้ว่า การกินเชอร์รี่ 20 ผล ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้มากกว่าการกินยาเสียอีก
        


7. กระเทียม อุดมด้วย สารเซเลเนียม (Selenium) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น คนเราควรได้รับเซเลเนียม อย่างน้อยวันละ 50 ไมโครกรัม แต่เซเลเนียมในกระเทียมนั้นปริมาณไม่แน่นอน กระเทียมหนัก 1 ขีด อาจมีเซเลเนียมตั้งแต่ 3-25 ไมโครกรัม นักวิจัยเยอรมันแนะว่า การกินกระเทียมวันละ 2 กลีบน่าจะเหมาะสม นอกจากนี้ กระเทียมยังมีสรรพคุณช่วยลดระดับไขมันในเลือดและรักษาโรคความดันโลหิตสูงด้วย
http://campus.sanook.com/u_life/knowledge_03155.php

เกร็ดความรู้ เกี่ยวกับยิ้มและหัวเราะ

คนเราเริ่มยิ้มได้ในเดือนแรกของชีวิต
แต่จะหัวเราะได้ก็เมื่ออายุ 3-4 เดือน
พออายุ 18 เดือนหรือขวบครึ่ง คนเรายิ้มทุกๆ 6 นาที
หรือชั่วโมงหนึ่ง ยิ้มถึง 10 ครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่ออายุ 4 ขวบจะยิ้มได้ทุกๆ 1 นาที
หรือยิ้มเกือบตลอดเวลาที่ตื่นเลยทีเดียว





นักวิทยาศาสตร์พบต่อไปอีกว่า
อัตราส่วนระหว่างการหัวเราะต่อการยิ้ม
เพิ่มมากขึ้นจาก 1 ต่อ 10 เมื่ออายุขวบครึ่ง
เป็น 1 ต่อ 3 เมื่ออายุ 4 ขวบ





อย่างไรก็ตาม
เมื่อเทียบเด็กกับผู้ใหญ่แล้ว
สิ่งที่น่าตกใจก็คือ
เด็กยิ้มมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 35 เท่า
หรือผู้ใหญ่ยิ้มน้อยกว่าเด็ก 35 เท่านั้นเอง
และผู้ใหญ่ก็หัวเราะน้อยกว่าเด็กอีกหลายเท่า





การหัวเราะและยิ้มทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมน
เอ็นดอร์ฟิน (endorphins) ซึ่งทำให้คนมีความสุขและผ่อนคลาย
ทำให้เม็ดเลือดขาว (T-Lymphocyte) ที่เป็นภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ได้ดีขึ้น
และฮอร์โมนด้านลบที่ชื่อว่า Cortisol จะลดลงจากการหัวเราะและยิ้ม


การวิจัยพบว่าการดูวิดีโอตลก 1 ชั่วโมงจะทำให้
ระดับภูมิคุ้มกันของเราสูงขึ้นเป็นเวลา 1 วันเต็ม
และทำให้สมองเปลี่ยนมุมมองไปดูอีกด้านของชีวิตอย่างฉับพลัน
ซึ่งช่วยให้เป็นคนฉลาดและมีความคิดที่เปิดกว้าง





แล้วคุณล่ะ
นั่งหน้าเครียดหน้าคอมฯมากจนเกินไป

ยิ้มแต่กับ MSN เป็นสัญลักษณ์

หัวเราะแต่เป็นเลข 555 (ซึ่งฝรั่งงงว่าคืออะไร) มากเกินไปหรือเปล่า

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=loongadd&month=10-2008&date=29&group=3&gblog=49